การป้องกันและปราบปรามทุจริต

            เนื่องจากปัจจุบันมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน รวมถึงการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ส่งผลให้กลไกในการปฏิบัติงาน และความสัมพันธ์มีความสลับซับซ้อนและทับซ้อนมากขึ้น ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำงาน เมื่อผลประโยชน์ทับซ้อนเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในการทำงาน หรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะนำไปสู่การใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง  ดังนั้น หน่วยงาน ของรัฐจึงต้องจัดให้มีการป้องกันเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อลดการทุจริตประพฤติมิชอบ แก้ข้อกล่าวหา เรื่องความลำเอียง แสดงความยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และทำให้เชื่อมั่นได้ว่าหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

            ผลประโยชน์ คือ สิ่งใด ๆ ที่มีผลต่อบุคคล กลุ่มคน ไม่ว่าในทางบวกหรือทางลบ ผลประโยชน์ส่วนร่วม คือ ประโยชน์ของชุมชนโดยรวม ไม่ใช่ผลรวมของผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล และ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มคน ผลประโยชน์ส่วนตนไม่ได้ครอบคลุมเพียงผลประโยชน์ด้านการงานหรือธุรกิจ ของเจ้าหน้าที่ แต่รวมถึงคนที่ติดต่อสัมพันธ์ด้วย เช่น เพื่อน ญาติ คู่แข่ง ศัตรู  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่ประสงค์จะให้คนเหล่านี้ “ได้” หรือ “เสีย” ผลประโยชน์ เมื่อนั้นก็ถือว่า มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่่ยวข้อง

read-03

            ผลประโยชน์ส่วนตน มี ๒ ประเภท คือ ที่เกี่ยวกับเงิน และ ที่ไม่เกี่ยวกับเงิน                     

            . ผลประโยชน์ส่วนตนที่เกี่ยวกับเงิน ไม่ได้เกี่ยวกับการได้มาซึ่งเงินทองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการเพิ่มพูนประโยชน์หรือปกป้องการสูญเสียของสิ่งที่มีอยู่ เช่น ที่ดิน หุ้น ตำแหน่งในบริษัทที่รับงานจากหน่วยงาน รวมถึงการได้มาซึ่งผลประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเงิน เช่น สัมปทาน ส่วนลด ของขวัญ หรือของที่แสดงน้ำใจไมตรีอื่น ๆ                                                                          

            . ผลประโยชน์ส่วนตนที่ไม่เกี่ยวกับเงิน เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ครอบครัว หรือ กิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น สถาบันการศึกษา สมาคม ลัทธิ แนวคิด มักอยู่ในรูปความลำเอียง อคติ การเลือกที่รักมักที่ชัง แม้แต่ความเชื่อ ความคิดเห็นส่วนตัว ก็ถือว่าอยู่ในประเภทนี้

ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ทับซ้อน มี ๓ ประเภท คือ
           
๑. ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นจริง (actual) มีความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม

            ๒. ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เห็น (perceived & apparent) เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่คนเห็นว่ามี แต่จริง ๆ อาจไม่มีก็ได้ ในข้อนี้แสดงว่า เจ้าหน้าที่ไม่เพียงแต่ประพฤติตนอย่างมีจริยธรรมเท่านั้นแต่ยังต้องทำให้คนอื่น ๆ รับรู้และเห็นด้วยว่าไม่ได้รับประโยชน์เช่นนั้นจริง

            ๓.ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นไปได้ (potential) ผลประโยชน์ส่วนตนที่มีในปัจจุบันอาจจะทับซ้อนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ในอนาคต

ความหมายผลประโยชน์ทับซ้อน

            ผลประโยชน์ทับซ้อน มาจากภาษาต่างประเทศ ว่า Conflict of Interest นักวิชาการต่างให้ความหมายแตกต่างกัน เช่น ผลประโยชน์ขัดกัน ผลประโยชน์ขัดแย้ง หรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างไรก็ดี ถ้อยคำเหล่านี้ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอันเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีสำนักงาน ก.พ. ได้นิยามความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมว่าหมายถึง สถานการณ์ หรือ การกระทำที่บุคคลมีประโยชน์ส่วนตัวมากจนมีผลต่อการตัดสินใจ หรือการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหน้าที่ที่บุคคลนั้นรับผิดชอบอยู่ และส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ส่วนรวม อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม อาจจะเกิดขึ้นอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ในรูปแบบที่หลากหลาย ส่งผลให้บุคคลนั้นขาดการตัดสินใจที่เที่ยงธรรม เนื่องจากการยึดผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักได้ส่งผลเสียหายให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติ ก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

รูปแบบพฤติกรรมและการกระทำที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน : รูปแบบพฤติกรรมและการกระทำที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นไปในลักษณะต่าง ๆ คือ  

            ๑. การรับของขวัญหรือรับผลประโยชน์ คือ การรับของขวัญและความสะดวกสบายที่เกินความเหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลต่อบุคคลในการปฏิบัติหน้าที่ การรับของขวัญมิได้ในหลายรูปแบบเช่น การลดราคาของที่ซื้อให้ การเลี้ยงอาหารอย่างฟุ่มเฟือย ตลอดจนให้ความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ให้เอนเอียงหรือเป็นไปในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ให้ของขวัญนั้น

            ๒.หาผลประโยชน์ให้ตนเอง คือ การหาประโยชน์ให้กับตนเอง โดยการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อตนเอง เช่น ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ให้บริษัทตัวเองได้งานรับเหมาจากรัฐ หรือฝากลูกหลานเข้าทำงานเป็นต้น

            ๓. การทำงานหลังเกษียณ คือ การไปทำงานหลังออกจากงานเดิม โดยใช้ความรู้ประสบการณ์ หรืออิทธิพลจากที่เคยดำรงตำแหน่งมารับงานหรือเอาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง

            ๔. การทำงานพิเศษ คือ การเป็นที่ปรึกษาและการจ้างงานให้แก่ตนเอง รวมถึงการใช้ตำแหน่งสถานภาพการทำงานภาครัฐในการเข้าไปเป็นนายจ้างของภาคเอกชนหรือเป็นเจ้าของเอง รวมถึงการใช้เวลาและเครื่องมือของรัฐในการทำงานพิเศษภายนอกที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานภาครัฐ

            ๕. การรับรู้ข้อมูลภายใน คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐรู้เห็นในข้อมูลลับของทางราชการหรือนำข้อมูลไปเปิดเผย เพื่อรับสิ่งตอบแทนที่เป็นประโยชน์ในรูปของเงินหรืออื่น ๆ หรือนำข้อมูลไปเปิดเผยให้แก่ญาติหรือพวกพ้องในการแสวงหาผลประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้น

            ๖. การนำทรัพย์สินของหน่วยงานไปใช้ชั่วคราวในกิจการที่เป็นของส่วนตน คือ การนำอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ รถยนต์ อาคารสถานที่ของทางราชการ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้หน่วยงานของรัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์

            ๗. การนำโครงการของทางราชการไปลงในพื้นที่ที่ตนได้ผลประโยชน์ คือ การหาผลประโยชน์จากโครงการของรัฐทำให้รัฐได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าต่องบประมาณที่ลงไป

ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน : ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม เป็นผลมาจากการไม่สามารถแยกแยะระหว่างบทบาทหน้าที่ในเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวมออกจากกันได้ชัดเจน ซึ่งมีสาเหตุมาจากพื้นฐานความคิดแบบดั้งเดิมของคนไทย และมีปัจจัยที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมทุจริต ดังนี้                                                                                                                       

            ๑. มีฐานคิดในลักษณะบูณณาการ คือ คนไทยไม่สามารถแยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องส่วนรวมออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง โดยมีฐานความเชื่อในอดีตที่เห็นว่า ขุนนางค้าขายได้ไม่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตำแหน่งหน้าที่ราชการสามารถนำมาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัวได้ และไม่แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้มีอำนาจ กับผลประโยชน์ส่วนรวม

            ๒. มีฐานคิดในเรื่องการตอบแทนบุญคุณ เช่น เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่เคยสนับสนุน หรือ ตอบแทนตำแหน่งให้

            ๓. มีพฤติกรรมการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ทำให้รายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย ทำให้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดโดยสมัครใจ ยักยอกประโยชน์ส่วนรวมเข้าเป็นประโยชน์ส่วนตัว

            ๔. มีความจำเป็นในการรักษาตัวรอด และลดการเผชิญปัญหากับค่านิยม ที่เน้นเรื่องวัตถุนิยม การอยากมี อยากได้ การรักษาหน้าตาทางสังคม ทำให้ต้องมีการแสวงหาทรัพย์สินและอำนาจมากขึ้น

            ๕. โครงสร้างการบริหาร และการมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่ฝ่ายตรวจสอบยังขาดความเข้าใจ และระบบยังไม่มีประสิทธิภาพ

            ๖. เกิดจากกฎหมาย ที่จะเห็นได้ว่าตัวบทกฎหมายยังไม่ตอบสนองต่อสภาพปัญหา และทันต่อสภาวการณ์ปัจจุบัน บทลงโทษยังไม่เพียงพอต่อการป้องกันและป้องปรามผู้ที่จะกระทำหรือคิดที่จะกระทำที่เอื้อต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อนเท่าที่ควร

แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง                                            

            พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ,และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๐ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่๒) พ.ศ. ๒๕๕๔                                                          

             ประมวลกฎหมายอาญา หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (มาตรา ๑๔๗ – มาตรา ๑๖๖)

             – พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒

             ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๒

             ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เรื่องหลักเกณฑ์ การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๓

             ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามความในมาตรา ๑๐๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และ พ.ศ. ๒๕๔๔

             ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามความในมาตรา ๑๐๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕